การที่เทรดเดอร์เข้าใจกลไกการทำงานและปัจจัยที่ส่งผลต่อ Spread และ Commission รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ จะช่วยให้ตัวเทรดเดอร์สามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด วางแผนบริหารความเสี่ยง ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้อง เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรจากการเทรดได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะใช้สเปรดแบบไหนก็ตาม “สิ่งสำคัญคือต้องเทรดด้วยวินัย ศึกษาหาความรู้อย่างถ่องแท้ และเลือกโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีสเปรดยุติธรรมและคงเส้นคงวา เพื่อประสบความสำเร็จในการเทรด Forex ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวนั้นเอง”
สเปรด (Spread) คืออะไร?
สเปรด (Spread) ในตลาดการเงิน คือ ความแตกต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) ของสินทรัพย์ต่างๆ เช่น คู่สกุลเงิน หุ้น หรือสินค้าโภคภัณฑ์ โดยราคา Bid คือราคาที่ผู้ซื้อเต็มใจจ่าย ส่วนราคา Ask คือราคาที่ผู้ขายพร้อมจะขาย ซึ่งในตลาดจริงจะมีสเปรดเกิดขึ้นเสมอ เนื่องจากความไม่สมดุลของอุปสงค์อุปทานในขณะใดขณะหนึ่ง
ความสำคัญของสเปรด
- สเปรดถือเป็นต้นทุนในการเทรดสำหรับนักลงทุน เพราะต้องซื้อที่ราคาสูงกว่าราคาตลาด และขายที่ราคาต่ำกว่าราคาตลาดเสมอ ผลกำไรหรือขาดทุนจึงนอกจากขึ้นกับทิศทางของราคาแล้ว ยังขึ้นกับขนาดของสเปรดด้วย
- ในทางกลับกัน สเปรดก็เป็นแหล่งรายได้หลักของโบรกเกอร์ โดยเฉพาะโบรกเกอร์ Forex ที่ส่วนใหญ่จะคิดค่าธรรมเนียมผ่านการเก็บส่วนต่างจากสเปรดนี้
- นอกจากสะท้อนถึงต้นทุนหรือกำไรแล้ว สเปรดยังบอกถึงสภาพคล่องในตลาดด้วย โดยปกติสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและซื้อขายคึกคัก สเปรดก็มักจะแคบกว่า เช่น สเปรดในคู่เงินหลักอาจจะเพียง 1-2 pips ขณะที่ตลาดหุ้นรองอาจมีสเปรดสูงถึง 1-2% ของราคา
ประเภทของ Spread
โดยทั่วไปมี 2 แบบหลักๆ คือ
1.สเปรดคงที่ (Fixed Spread)
- เป็นสเปรดที่มีค่าคงที่ตามที่โบรกเกอร์กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าสภาวะตลาดจะผันผวนแค่ไหนก็ตาม ทำให้คำนวณต้นทุนได้ง่ายและแน่นอน
- แต่ข้อเสียคือ อาจเกิดการ Requote บ่อยครั้ง คือโบรกต้องขอเปลี่ยนราคาเพื่อให้สอดคล้องกับตลาด ทำให้เทรดเดอร์พลาดจังหวะการเข้าออเดอร์ได้
2.สเปรดลอยตัว (Floating Spread)
- เป็นสเปรดที่ปรับเปลี่ยนตามอุปสงค์อุปทานของตลาดอย่างอิสระ ไม่ถูกจำกัดโดยโบรกเกอร์
- ดังนั้นสเปรดอาจตึงหรือหลวมไปตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาดในแต่ละช่วง โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวสำคัญ
- ข้อดีคือโบรกจะไม่ Requote ให้ราคาใหม่เหมือนแบบคงที่ และหากตลาดคึกคักสเปรดก็มักถูกกว่า
- แต่ก็ไม่เหมาะกับการเก็งกำไรช่วงสั้นเพราะสเปรดที่กว้างเกินไปอาจทำให้การเทรดไร้ประสิทธิภาพ
ทั้งสเปรดคงที่และลอยตัวต่างมีข้อดีข้อเสียต่างกัน การเลือกว่าแบบไหนเหมาะกับเรามากกว่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น
- สไตล์การเทรด ถ้าเน้นถือยาวรอทิศทางใหญ่ๆ สเปรดลอยตัวน่าจะเหมาะกว่า
- ประเภทสินทรัพย์และช่วงเวลาที่เทรด สเปรดคงที่เหมาะกับการเทรดหุ้นที่เหลวน้อย ส่วนสเปรดลอยตัวเหมาะกับตลาด Forex ในช่วงคึกคัก
- แผนบริหารความเสี่ยงและเงินทุน สเปรดคงที่ช่วยควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า ส่วนสเปรดลอยตัวเหมาะกับคนทุนหนาพอจะรับความผันผวนได้
Commission คืออะไร?
Commission ในบริบทของตลาดการลงทุนนั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บจากเทรดเดอร์ หรือผลตอบแทนที่โบรกเกอร์จ่ายคืนให้เทรดเดอร์ ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการทำกำไรและสร้างแรงจูงใจในระบบนิเวศของธุรกิจการเทรดนั่นเอง
Commission ในตลาด Forex มีความหมายได้ 2 แบบ คือ
1.ค่าธรรมเนียมการเทรด (Trading Commission)
- เป็นค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์บางเจ้าเรียกเก็บจากการเปิดหรือปิดสถานะเทรดในแต่ละครั้ง แยกต่างหากจากสเปรด
- มักพบในบัญชีประเภท Zero Spread หรือ ECN ที่แลกกับสเปรดที่ต่ำมากๆ
- อัตราค่า Commission อาจจะเริ่มต้นเพียง $0.1 ต่อการเทรด 1 Lot มาตรฐาน แต่จะแตกต่างกันไปตามสภาพคล่องและรูปแบบการคิดค่าบริการของแต่ละโบรกเกอร์
- แม้บางโบรกจะบอกว่าไม่เก็บค่า Commission แต่ก็อาจรวมไว้ในสเปรดที่สูงขึ้นแล้ว ทำให้สุดท้ายต้นทุนต่อการเทรดไม่ได้ถูกกว่าเสมอไป ต้องคิดคำนวณและเปรียบเทียบให้ดี
2.ค่าคอมมิชชันแนะนำ (Referral Commission)
- เป็นรายได้พิเศษที่โบรกมอบให้เทรดเดอร์ เมื่อสามารถแนะนำหรือชักชวนคนอื่นมาสมัครเปิดบัญชีเทรดใหม่กับทางโบรกได้
- ผลตอบแทนอาจอยู่ในรูปของเปอร์เซ็นต์จากยอดเงินฝากแรกเข้า และ/หรือเปอร์เซ็นต์จากปริมาณการเทรดของบัญชีที่แนะนำมาได้
- วิธีนี้ถือเป็นอีกช่องทางในการหารายได้เสริมจากการเทรด Forex เช่น การเป็นพาร์ทเนอร์ตัวแทนโบรกเกอร์ชื่อดัง
ความสำคัญของ Commissions ในตลาด Forex
- ไม่ว่าโบรกเกอร์จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในรูปแบบใด เทรดเดอร์ก็ต้องจ่ายค่าบริการในการเทรดอยู่ดี ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าสูงกว่าการซื้อขายหุ้นหรือกองทุนในประเทศไทยที่มีค่าคอมมิชชันเฉลี่ยเพียง 0.2% ของมูลค่าที่เทรด
- การที่โบรกเกอร์ Forex หลายเจ้าโฆษณาว่าให้เทรดฟรีค่าคอมมิชชัน (Free Commissions) นั้นไม่ได้หมายความว่าไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เลย แต่เป็นการบวกต้นทุนเข้าไปในส่วนต่างของราคาซื้อ-ขายหรือสเปรดแทน ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดได้
- กลไกการกำหนดราคาในตลาด Forex ก็เหมือนกับตลาดอื่นๆ คือจะมีการเสนอซื้อ (Bid) และเสนอขาย (Ask) โดยส่วนต่างของราคา Bid และ Ask คือสเปรดนั่นเอง
- ยกตัวอย่างเช่น หากคู่สกุลเงิน EUR/USD มีราคา Bid ที่ 1.5157 และราคา Ask ที่ 1.5160 สเปรดในกรณีนี้จะเท่ากับ 0.0003 หรือ 3 pips
- หากเราเปิดออเดอร์ซื้อ EUR/USD ที่ราคา Ask 1.5160 แล้วปิดออเดอร์ทันทีที่ราคา Bid 1.5157 โดยที่ราคายังไม่ทันเปลี่ยนแปลง เราก็จะขาดทุนไป 3 pips ทันทีที่เทรด เนื่องจากความแตกต่างของราคาซื้อและขายนั่นเอง
ดังนั้น แม้โบรกจะบอกว่าฟรีค่าคอมมิชชัน แต่เทรดเดอร์ก็ยังมีต้นทุนจากสเปรดอยู่ดี ซึ่งกว้างหรือแคบขึ้นอยู่กับคู่สกุลเงิน สภาพคล่องของตลาด และการตั้งราคาของแต่ละโบรกเกอร์
ความแตกต่างระหว่าง ค่า commission กับ Spread
| เกณฑ์เปรียบเทียบ | Spread | Commission |
| รูปแบบการคิดค่าบริการ | – ส่วนต่างของราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย
– รวมค่าบริการของโบรกเกอร์เข้าไปในส่วนต่างราคาแล้ว – ไม่แยกค่าบริการออกมาให้เห็นชัดเจน |
– ค่าธรรมเนียมคงที่ที่โบรกเรียกเก็บแยกต่างหาก
– มักคิดเป็นจำนวนเงินต่อปริมาณการเทรด เช่น $2 ต่อ 1 Lot |
| ความสัมพันธ์กับประเภทบัญชี | – พบได้ในบัญชีเทรดทั่วไป (Standard Account)
– ไม่มีการคิดค่าคอมมิชชันเพิ่มเติม |
– ใช้กับบัญชีประเภท Zero Spread หรือ ECN
– มีสเปรดต่ำมากหรือเป็นศูนย์ แต่เก็บค่าธรรมเนียมการเทรดแทน |
| ความผันผวนของค่าบริการ | – อาจเปลี่ยนแปลงตามสภาพตลาด ช่วงเวลา และการตั้งราคาของโบรกเกอร์
– ขึ้นอยู่กับคู่สกุลเงินและสภาวะตลาดในแต่ละช่วง |
– อัตราค่าบริการคงที่ตามที่ตกลงไว้ล่วงหน้า
– ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงบ่อย ขึ้นอยู่กับนโยบายของโบรกเกอร์ |
| ปัจจัยที่มีอิทธิพล | – สภาพคล่องของตลาด
– ความผันผวนของราคา – คู่สกุลเงินที่เทรด |
– ข้อตกลงระหว่างโบรกเกอร์กับผู้ให้บริการสภาพคล่อง (Liquidity Provider)
– เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเครือข่ายของโบรกเกอร์ |
| การคำนวณต้นทุนการเทรด | – ต้นทุนหลักมาจากความกว้างของสเปรด
– สเปรดยิ่งกว้าง ต้นทุนก็ยิ่งสูง |
– ต้องคำนึงถึงทั้งความแคบของสเปรด และค่าคอมมิชชันต่อล็อตร่วมกัน
– จึงจะเห็นต้นทุนที่แท้จริงของการเทรด |
| วิธีการคิดค่าบริการ | – วิธีการเก่าแบบเหมารวม ไม่โปร่งใส
– โบรกเกอร์บวกต้นทุนเข้าไปในส่วนต่างราคาเลย |
– โครงสร้างใหม่ที่แยกราคากลางออกจากค่าธรรมเนียม
– เพื่อความโปร่งใสและยืดหยุ่นมากขึ้น |
สรุป
Spread และ Commission เป็นสองวิธีหลักในการคิดค่าบริการของโบรกเกอร์ Forex ที่มีความแตกต่างกันในหลายแง่มุม ทั้งรูปแบบการคิดค่าบริการ ประเภทบัญชีที่เกี่ยวข้อง ความผันผวนของค่าบริการ ปัจจัยที่มีอิทธิพล และวิธีการคำนวณต้นทุนการเทรด
ดังนั้น เทรดเดอร์จึงต้องศึกษาโครงสร้างต้นทุน เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ และเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดของตัวเองมากที่สุด เพื่อบริหารความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการเทรด Forex ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว





